0

บริษัท  วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล  จำกัด

  ประกาศ

เรื่อง นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ตามบทบัญญัติ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562


1.   หลักการทั่วไป

                    1.1   ความ ทั่วไป

               บริษัท วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (บริษัท”) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ จึงได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลด้วยระบบปฏิบัติงาน และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย   มีความมั่นคงปลอดภัยต่อการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพ  โดยกำหนดให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ของบริษัท หรือ บุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนั้นยังจัดให้มีระบบตรวจสอบการเข้าถึงและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด  ตลอดจนจัดให้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดเก็บและรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้ระบบมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ ป้องกันไม่ให้มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล   การแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลโดยผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่บริษัท  ได้แจ้งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบไว้แต่แรก

                    เอกสารฉบับนี้ได้อธิบายถึงประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลและวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม เพื่อนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผย   ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่ง บริษัท อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทรวบรวมไว้ สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล   รวมถึงมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท

               เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารระดับนโยบายของบริษัท ดังนั้นบรรดาประกาศ ระเบียบ ข้อกำหนดใดๆ ที่ขัดหรือไม่สอดคล้องกับเอกสารฉบับนี้ให้ใช้ข้อความในเอกสารฉบับนี้ทั้งหมดตั้งแต่วันที่เอกสารฉบับนี้มีผลบังคับตลอดไป

เอกสารฉบับนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งานบริการต่างๆ ของบริษัท ซึ่งอาจแก้ไข ปรับปรุง เพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง นโยบายนี้โดยจะแจ้งให้ท่านทราบและขอความยินยอมจากท่านตามที่กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

               1.2 คำจำกัดความ

               เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการสื่อสารกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ และไม่ให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการตีความของคำบางคำในเอกสารฉบับนี้ บริษัทจึงได้ทำคำจำกัดความไว้  ดังนี้

               “บริษัท”  หมายถึง บริษัท วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด   และให้หมายรวมถึงบุคคลคนเดียวหรือหลายคน ที่ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจกระทำการแทน  บริษัท วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

               “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลธรรมดาซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

                    “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว”   หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุไว้ตามมาตรา 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

               “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

               “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่ง หรือ ในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

               “คู่ค้า”  หมายถึง บุคคลหรือ นิติบุคคล ซึ่งรวมถึง บุคคลคนเดียว หรือ หลายคน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหรือ ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนนิติบุคคลเพื่อเข้าเป็นคู่สัญญาทางธุรกิจกับบริษัท ในฐานะ คู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ ผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการ ผู้เช่าอาคารสถานที่ และ ให้รวมถึงบริวาร หรือบุคคลที่คู่ค้าได้มอบหมายให้ติดต่อกับบริษัท เพื่อวัตถุประสงค์แห่งหรือเกี่ยวเนื่องกับการทำสัญญาทางธุรกิจนั้นๆ

               1.3  ความเกี่ยวข้อง

               บริษัท จะพิจารณาอย่างรอบคอบในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้เกี่ยวข้อง ภายใต้วัตถุประสงค์แห่งการดำเนินธุรกิจโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุดังต่อไปนี้

                              1.3.1  เป็นไปตามบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนด

                              1.3.2  เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาทางธุรกิจกับ บริษัท

                              1.3.3  เป็นความจำเป็นนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด หรือ เพื่อการปฏิบัติตามสัญญา หรือ เป็นไปเพื่อ

สวัสดิการ หรือ ประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ยิ่งกว่าการเป็นคู่สัญญาทั่วไป


2.   หลักการรวบรวมข้อมูลอย่างจำกัด

               2.1  ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม

               นโยบายฉบับนี้จะใช้กับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทอาจเก็บรวบรวม รวมถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลได้ให้ความยินยอมไว้กับ บริษัทฯ ดังนี้

  • ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เช่น  ชื่อ นามสกุล อายุ วันเดือนปีเกิด สัญชาติ เลขประจำตัวประชาชน เป็นต้น
  • ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ  ศาสนา ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ เป็นต้น
  • หลักฐานแสดงความเป็นตัวตน เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือเดินทาง เป็นต้น
  • ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล 
  • ข้อมูลทางเทคนิค เช่น IP address, Cookie ID, ประวัติการใช้งานเว็ปไซต์ (Activity Log) เป็นต้น
  • ข้อมูลการทำธุรกรรมและการเงิน เช่น ประวัติการสั่งซื้อ รายละเอียดบัตรเครดิต บัญชีธนาคาร เป็นต้น
  • ข้อมูลอื่นๆ เช่น รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว

2.2.  การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

               2.2.1 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป

               แม้ว่าบริษัท จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงหรือ 

เป็นผู้ที่ต้องกระทำการแทนนิติบุคคล หรือ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจในการเข้าทำนิติกรรมเป็นคู่สัญญา ได้โดยไม่ขอความยินยอมตามการขอความยินยอมของกฎหมายก็ตาม บริษัทก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งการมีส่วนร่วมโดยจะจัดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบโดยชัดแจ้งว่า คู่สัญญาจะต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะที่จำเป็นในการเข้าเป็นสัญญาในฐานะคู่สัญญาที่บริษัท และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องของนิติกรรมหรือสัญญานั้นๆ นอกเหนือจากที่ได้กำหนดไว้แล้ว บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้

  • การเก็บรวบรวมที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิ และ เสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคค โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
  • เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือ สุขภาพของบุคคล
  • เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญากับบริษัท หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญาใดๆ กับบริษัท
  • เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจ เพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่บริษัท
  • เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่บริษัท เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
  • เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งบริษัทมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

2.2.2 ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว

บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

ส่วนบุคคล ดังนี้

  • ในกรณีที่บริษัทมีความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม
  • เป็นข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ยินยอมโดยชัดแจ้งให้ไว้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นใดเพื่อเปิดเผยต่อสารธารณะแล้ว
  • ในกรณีที่บริษัท จำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย 
  • ในกรณีที่บริษัทจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการทำงานของพนักงาน การวินิจฉัยโรคทาง การแพทย์ หรือประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณะสุข รวมถึงให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือการคุ้มครองทางสังคม การศึกษาวิจัยทางสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น และให้รวมถึงกรณีที่มีการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญซึ่งบริษัทได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล


               2.3  การเก็บรวบรวม และการได้รับข้อมูลส่วนบุคคล

               บริษัทยึดมั่นตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากเจ้าของข้อมูลเท่านั้น เว้นแต่กรณีจำเป็นที่เจ้าของข้อมูลไม่อาจหรือไม่ได้เป็นผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไว้ บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่น ทั้งนี้จะเป็นไปเฉพาะแต่ละกรณีที่ บริษัทได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้นโดยทั่วไปกรณีที่บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากเจ้าของข้อมูลโดยตรงและจากแหล่งอื่นได้แก่

                              2.3.1 ผู้สมัครงาน หรือพนักงาน

(ก)   ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หรือโรคประจำตัวของผู้สมัครงานที่บริษัทกำหนดให้ผู้ที่จะเข้า

       ทำงานกับบริษัท ในฐานะลูกจ้าง ทำการตรวจสุขภาพของตนเองก่อนเข้าทำงาน โดยให้สถานพยาบาลที่    

       ทำการตรวจสุขภาพส่งผลให้แก่บริษัท

                              (ข)   ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประวัติการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย หรือประวัติอาชญากรรม โดย

       บริษัทอาจกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าทำงานรายหนึ่งรายใดหรือตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดทำการตรวจสอบ

       ประวัติอาชญากรรม หรือยินยอมให้บริษัททำการตรวจประวัติอาชญากรรมแทนพนักงานและยินยอม

        ให้บริษัทเก็บรวบรวมไว้ได้ตามระยะเวลาที่บริษัท กำหนด

  • ข้อมูลส่วนบุคคล  ที่เกี่ยวข้องกับประวัติการทำงานก่อนหน้าที่จะทำงานกับบริษัท โดยได้กำหนดให้

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งก่อนทุกครั้ง  โดยบริษัทจะแจ้งการให้ความยินยอม

แก่บุคคลภายนอกนั้นๆ ทราบล่วงหน้าก่อนการส่งข้อมูลดับกล่าวมายังบริษัท


                              2.3.2  คู่ค้า

                              ในกรณีที่คู่ค้าได้มอบหมายให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนต้องติดต่อกับบริษัท เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดเงื่อนไขของการเป็นคู่สัญญา  ไม่ว่าจะในฐานะ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้เช่าพื้นที่ ผู้ให้บริการ ผู้แทน ผู้จัดจำหน่าย ทั้งสินค้ารวมถึงศูนย์บริการในนามบริษัท  ซึ่งกำหนดมาตรฐานความสามารถของบุคลากรที่เกี่ยวข้องนั้นๆ ให้สามารถให้บริการหรือตอบสนองต่อการใช้สินค้าหรือบริการ  บริษัทจะมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลเช่นว่านั้นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้เอกสารฉบับนี้ หรือตามเงื่อนไขของสัญญานั้นๆ


3.   หลักการระบุวัตถุประสงค์

               บริษัทกำหนดวัตถุประสงค์อันจำเป็นของการเก็บรวบรวมใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันกับการให้บริการ สิทธิประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล แยกตามประเภทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ดังนี้

                    3.1  ผู้ถือหุ้น กรรมการบริหาร กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการในนามบริษัท

               บริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือหุ้น กรรมการบริหาร กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการในนามบริษัทเพื่อ วัตถุประสงค์ ในการบริหารงานและการดำเนินธุรกิจของบริษัท เท่านั้น เช่น

                                        -  ดำเนินการด้านธุรกรรมการเงินของทางบริษัทฯ กับ สถาบันการเงิน

                              -  ดำเนินการด้านกิจกรรมขององค์กร ในฐานะผู้ถือหุ้น

                              -  ดำเนินการ ในสัญญาซื้อ-ขาย  จำนอง ขายฝาก เช่า ให้เช่า ในทรัพย์สินของบริษัทฯ

                              -  ดำเนินการ ในสัญญาซื้อ-ขาย  คู่สัญญาจัดซื้อ-จัดจ้าง สินค้า และ บริการ

                                        -   ดำเนินการ ในการทำนิติกรรมของบริษัทฯ ในฐานะ นิติบุคคล บริษัท วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

               3.2  พนักงาน และ บุคคลในครอบครัว

               บริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน และบุคคลในครอบครัวของพนักงาน บริษัท จะพิจารณาเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์กรณี

                              -  ดำเนินการตามสัญญาจ้างงาน

                              -  ดำเนินตามสัญญาห้ามเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ

                              -  ดำเนินการตามข้อบังคับการทำงานของบริษัท

                              -  ดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ของบริษัท

                              -  บริหารจัดการด้านเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าสวัสดิการ โบนัส การหักภาษี ประกันสังคม การอายัดเงินตาม

                                   คำสั่งของหน่วยงานราชการ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                              -  การบริหารจัดการบุคลากร เช่น การบันทึกเวลาเข้า-ออกการทำงาน การใช้สิทธิวันลาตามที่กฎหมายกำหนด

-  บริหารจัดการด้านสุขภาพและความปลอดภัย เช่น การตรวจร่างกายประจำปี การฉีดวัคซีน การทำประกัน

    สุขภาพ เป็นต้น

-  ปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งของหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานประกันสังคม สวัสดิการคุ้มครอง

   แรงงาน กรมสรรพากร ศาล รวมถึงหน่วยงานราชการอื่นๆ

-  รักษาความปลอดภัยภายในองค์กรและอาคาร เช่น การบันทึกภาพด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) การสแกน

   ใบหน้า หรือ ฝ่ามือ เพื่อการบันทึกเวลาการปฏิบัติงาน เป็นต้น

-   เพื่อการวางแผนทางธุรกิจ รวมถึงการบริหารความเสี่ยง การตรวจสอบ การจัดการภายในองค์กร

-   เพื่อการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ รวมถึงการให้ข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร

-   เพื่อก่อตั้งสิทธิ เรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมายและการยกข้อต่อสู้สิทธิเรียกร้องตาม

    กฎหมาย

               3.3 คู่ค้า

               บริษัท จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้า เพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • เพื่อตั้งฐานเป็นข้อมูลลูกค้าก่อนการเปิดบิลขาย
  • เพื่อเสนอขายสินค้า
  • เพื่อเก็บประวัติการซื้อสินค้าและการรับบริการ
  • เพื่อประเมินความพึงพอใจ
  • เพื่อใช้ในการรับประกันสินค้า
  • เพื่อจุดประสงค์ด้านการตลาด


4.   หลักการใช้ข้อมูลอย่างจำกัด และ การจัดการข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมก่อนที่กฎหมายใช้บังคับ

               บริษัท จะพิจารณาอย่างรอบคอบในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจำกัด ภายใต้ขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเมื่อก่อนหรือขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ

               นอกเหนือจากการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบกับบทบัญญัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนดของทางราชการที่เกี่ยวข้อง บริษัทจะพิจารณาใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์หรือตอบสนองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะลูกค้า ผู้รับบริการ ตอบขอบเขตวัตถุประสงค์อย่างจำกัด เพื่อการดังต่อไปนี้

  1. ติดต่อเพื่อตอบคำถามจากลูกค้า คู่ค้า
  2. การจำหน่าย การให้บริการแก่คู่ค้า การจัดการด้านอาคารเพื่อความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
  3. การจัดการและการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในฐานะคู่สัญญากับบริษัท
  4. การวิจัยตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่
  5. การแนะนำข้อเสนอทางการตลาด การสื่อสารทางการตลาด
  6. วัตถุประสงค์อื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อต่างๆ ข้างต้น หากต้องได้มาหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ข้างต้น บริษัท จะขอความยินยอมก่อนการเก็บรวบรวม ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม บรรดาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ บริษัท ได้ทำการรวบรวมใช้ รวมถึงการเปิดเผยมาไว้

ก่อนที่กฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลใช้บังคับ บริษัท จะทำการเก็บรวบรวม และใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมที่ บริษัท เคยแจ้งและขอความยินยอมตามวิถีทางธุรกิจที่ บริษัท ได้ปฏิบัติต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนที่กฎหมายคุ้มครอบข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับต่อไปตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในเอกสารฉบับนี้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ในเรื่องระยะเวลา แต่หาก บริษัท จะทำการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนอกเหนือจากที่เคยแจ้งวัตถุประสงค์ไปก่อนหน้านี้แล้ว บริษัท จะยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคเป็นสำคัญ


5.  หลักการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

               บริษัท จะรักษาความมั่นคง ปลอดภัย ของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ตามหลักการ

  • การรักษาความลับ
  • ความถูกต้องครบถ้วน
  • สภาพพร้อมใช้งาน
  • สิทธิของผู้เข้าถึงข้อมูล
  • อายุของการเก็บที่เหมาะสมกับเอกสารแต่ละประเภท
  • การทำลายที่เหมาะสม    

ทั้งนี้ เพื่อประกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผย อันผิดวัตถุประสงค์  นอกจากนี้ บริษัท จัดให้มี

มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงมาตรการป้องกันด้านการบริหารจัดการ มาตรการทั้งด้านเทคนิค มาตรการป้องกันทางกายภาพ ตลอดจน การจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล


6.   หลักการเปิดเผย

               บริษัท อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลต่างๆ ตามที่ระบุด้านล่างนี้

6.1  บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบกิจการเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมประวัติการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งบริษัทจะ

เปิดเผยเฉพาะเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือ เฉพาะแต่ข้อมูลส่วนบุคคลอันจำเป็นต่อการดำเนินการเท่านั้น 

               6.2 หน่วยงานราชการตามที่บริษัทต้องปฏิบัติตามประกาศ หลักเกณฑ์ บทบัญญัติของกฎหมาย ได้แก่ กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการผู้คุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร กรมการจัดหางาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมพัฒนาผีมือแรงงาน กรมที่ดิน กรมการปกครอง

               6.3 พันธมิตรของบริษัท บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลอื่นที่มีข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับบริษัท เช่น สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย สถานพยาบาล บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน เพื่อประโยชน์และสวัสดิการแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

               6.4  ผู้ที่ให้บริการด้านวิชาชีพ ได้แก่ ที่ปรึกษาด้านการเงิน ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาระบบคุณภาพ ผู้สอบบัญชี ผู้ตรวจสอบภายใน

               6.5   ผู้ที่ให้บริการด้านโครงสร้างพ้นฐานและเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดเก็บข้อมูล ผู้ให้บริการคลาวด์

               6.6  ผู้ที่ให้บริการด้านการตลาด การจัดทำข้อมูลเชิงสถิติ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และการติดต่อสื่อสาร

               6.7 บุคคลอื่นใดที่กฎหมายกำหนด   ในกรณีที่มีกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คำสั่งของหน่วยงานราชการ หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล หรือ คำสั่งของหน่วยงานตุลาการ ให้บริษัท เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน บริษัทจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว

               6.8  ผู้รับโอนสิทธิ และ/หรือ หน้าที่จากบริษัท ในกรณีที่บริษัทประสงค์จะโอนสิทธิ และหน้าที่ของบริษัท รวมถึงการโอนกิจการบางส่วนหรือทั้งหมด การควบรวมกิจการ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท บริษัทจำเป็นจะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่ผู้รับโอน (รวมถึงผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นผู้รับโอน)   โดยสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจะเป็นไปตามนโยบายฯ ฉบับนี้ด้วย


7.   หลักการมีส่วนร่วมของเจ้าของข้อมูล

               นอกเหนือจากสิทธิพื้นฐานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ที่บริษัทได้ทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล อันได้แก่ สิทธิในการรับแจ้งข้อมูล สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สิทธิในการแก้ไขข้อมูล สิทธิในการขอลบข้อมูล สิทธิในการจำกัดการให้ข้อมูล สิทธิในการได้รับแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านต่างๆ สิทธิในการโอนย้ายข้อมูล สิทธิที่จะปฏิเสธการให้ใช้ข้อมูล สิทธิที่ไม่อนุญาตให้ใช้ระบบการตัดสินใจดำเนินการอัตโนมัติ  แล้วเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลยังมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ได้แก่


               7.1  การให้ความยินยอม   เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิเลือกที่จะให้ข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ ที่ บริษัท ร้องขอ และ ยินยอมให้บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ เพียงแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องรับทราบว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ครบถ้วนตามที่บริษัทร้องขอ หรือการไม่ให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว อาจทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลถูกจำกัดสิทธิการใช้บริการบางอย่างของทางบริษัท หรือ ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถให้บริการแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้เลย หากข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต่อบริษัทในการให้บริการแก่ท่าน    


                    7.2   การเข้าถึงและขอรับสำเนา    ข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้น หรือขอให้บริษัทส่งข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่เจ้าของข้อมูลเองหรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น (หากข้อมูลดังกล่าวอยู่ในรูปแบบที่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้) รวมทั้ง เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลยังสามารถขอให้บริษัท เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหากข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เจ้าของงข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมในการจัดเก็บ


               7.3   การคัดค้าน  เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิคัดค้านการเก็บ ใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หากข้อมูลนั้นบริษัทจัดเก็บได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ข้อมูลนั้นเก็บ ใช้ หรือ เปิดเผย เพื่อการตลาดแบบตรง หรือเพื่อการศึกษาวิจัย


               7.4   การลบ ทำลาย หรือ ระงับใช้  เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิร้องขอให้บริษัท ลบ ทำลาย หรือ ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรักษาไว้ หรือให้บริษัทดำเนินการให้ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้ระบุตัวเจ้าของข้อมูลได้  หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพิกถอน หรือคัดค้านการเก็บ ใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับท่าน หรือ เมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บ ใช้ หรือ เปิดเผยตามวัตถุประสงค์ที่ท่านได้ให้ความยินยอมไว้ หรือเมื่อบริษัทไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล


                    7.5   การแก้ไข   เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิเรียกร้องขอให้บริษัท ดำเนินการแก้ไขให้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทจัดเก็บไว้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด


               7.6  การถอนความยินยอม  เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ และ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้   แต่การถอนความยินยอมของท่านจะไม่กระทบต่อการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ให้ความยินยอมไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ การถอนความยินยอมดังกล่าวอาจทำให้บริษัทไม่สามารถให้บริการแก่ท่านต่อไปได้

               ในการใช้สิทธิของท่าน ท่านรับทราบว่าสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุไว้ข้างต้น เป็นสิทธิที่มีข้อจำกัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และบริษัทอาจปฏิเสธการใช้สิทธิของท่านหากบริษัทมีเหตุโดยชอบด้วยกฎหมายในการปฏิเสธการใช้สิทธิ ดังกล่าว

               อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ ย่อมจำกัดไว้แต่เพียงแต่การให้บริการพื้นฐานที่ไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเกิดค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น หากการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เกี่ยวข้องได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินการตามคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องรับผิดชดใช้คืนเงินค่าดำเนินการต่างๆ ที่มีการขอใช้สิทธิเช่นว่านั้น


8.   หลักการความรับผิดชอบ

               8.1  ระยะเวลาที่ บริษัท จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

               นอกจากจะมีการระบุไว้เป็นการเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดไว้ บริษัท จะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวสิ้นสุดนิติสัมพันธ์กับ บริษัท เว้นแต่กรณีเป็นความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้หรือการโต้แย้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การบังคับคดี การวางทรัพย์ หรือ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

               8.2  ระบบการตรวจสอบถึงการ ลบ ทำลายข้อมูลส่วนบุคคล ที่พ้นระยะการจัดเก็บ

               บริษัท ได้จัดให้มีระบบตรวจสอบเพื่อลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาจัดเก็บหรือไม่เกี่ยวข้อง หรือ เกินความจำเป็น ตามวัตถุประสงค์ หรือ ตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือ ขอถอนความยินยอม เว้นแต่เป็นกรณีที่ บริษัท ต้องทำการเก็บรักษาเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือ เป็นไปตามข้อยกเว้นของกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ รวมถึงการใช้เพื่อการ ก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อเป็นการปฏิบัติตามการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย


9.  การเปลี่ยนแปลงประกาศ

บริษัท วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  อาจมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ในนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อยู่อย่างสม่ำเสมอ ท่านสามารถตรวจสอบ “นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” “นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับการใช้กล้องวงจรปิด” “นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับการใช้คุกกี้” VERSION ปัจจุบัน ได้จาก www.wattanasuk.com


หากท่านประสงค์จะติดต่อบริษัท เพื่อใช้สิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือหากท่านมีข้อสงสัยอื่นใดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านสามารถติดต่อบริษัท ได้ตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้


                    ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

                              บริษัท วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

                              สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 606 ถนนหลวง  แขวงป้อมปราบ  เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  กรุงเทพฯ 10100

                              โทรศัพท์ 0-2225-0088   โทรสาร 0-2225-0066  Email address  dpo@wattanasuk.com


               เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

                              นางสาวสุวรรณา  สุวัฒนประดิษฐ์

                              โทรศัพท์ 0-6572-40188  ตลอด 24 ชั่วโมง

               

                              

หมวดงานวิศวกรรม


รอยต่อเพื่อการขยายตัว

ผนังกันเสียง

Mechanical Pot/Disk Bearing

แผ่นยางรองคานสะพาน

อุปกรณ์ดูดซับเเรงกระเเทรก

เสาหลักน้ำทางยางพารา

อื่นๆ

ที่อยู่บริษัท


บริษัท  วัฒนาสุข  อินเตอร์เนชั่นแนล  จำกัด 


สำนักงานใหญ่

เลขที่  606  ถนนหลวง  แขวงป้อมปราบ

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  กทม.  10100

Tel. 02-225-0088, (อัตโนมัติ)

Fax. 02-225-0066


สาขา คลังสินค้า (คลังมีนบุรี)

เลขที่  26  ถนนเสรีไทย แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี

กทม. 10510

Tel. 02-5180500, (อัตโนมัติ)

Fax. 02-5180520



   สอบถาม / ติดตาม



@WSI-officialChannel : WSI-official




www.wattanasuk.com